11.9.57

"งาดำ" บำรุงสุขภาพ



  
 "งาดำ" มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศเอธิโอเปีย ถูกนำเข้าไปยังอินเดียและแพร่ต่อไปในจีน แอฟริกาเหนือ เอเชียใต้ และทวีปอเมริกา
 
  การบริโภคงาดำเป็นประจำ จะช่วยให้นอนหลับ กระปรี้กระเปร่า ป้องกันโรคเหน็บชา บำรุงกระดูก ป้องกันอาการท้องผูก ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด บรรเทาอาการริดสีดวงทวาร และช่วยบำรุงรากผม ในอดีตมีการนำน้ำมัน งาดำมานวดตัวในตอนเช้าก่อนอาบน้ำ เพื่อปรับระบบประสาทและระดับฮอร์โมนของร่างกาย ให้เข้าสู่สภาวะสมดุล ช่วยคลายเครียด ขจัดอาการปวดเมื่อย คลายกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดเข่า เคล็ดขัดยอก และทำให้กล้ามเนื้อไม่เหี่ยวย่น ดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ

        




          ที่มา : เว็บไซด์เดลินิวส์ออนไลน์
          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

10.9.57

สถานที่เสี่ยงโรคติดต่อช่วงหน้าฝน







นายวงวัฒน์ ลิ่วลักษณ์ ผู้อำนวยการ กองควบคุมโรคติดต่อ สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร (กทม.) แจ้งว่า ขณะนี้เข้าสู่ฤดูฝน และสภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเกิดโรคภัยต่างๆ ได้

อีกทั้งโรคต่างๆ ยังสามารถแพร่ระบาดสู่บุคคลที่มีสภาพร่างกายอ่อนแอได้ง่ายหากไม่มีการป้องกันที่ถูกต้อง เช่น โรคผิวหนัง โรคตาแดง ไข้หวัดใหญ่ โรคปอดบวม โรคอุจจาระร่วง โรคอาหารเป็นพิษ โรคเลปโตสไปโรสิส (โรคฉี่หนู) โรคติดต่อทางลมหายใจ โรคที่เกิดจากแมลงพาหะ แมลงมีพิษกัดต่อย ตลอดจนอุบัติเหตุต่างๆ เช่น จมน้ำ และไฟฟ้าดูด เป็นต้น

โดยเฉพาะโรคตาแดง ที่ขณะนี้ประชาชนสามารถเป็นได้ง่าย และแพร่เชื้อติดต่อกันได้เร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กซึ่งหากผู้ป่วยปฏิบัติตัวไม่ถูกต้อง มีการใช้เสื้อผ้า หรือสิ่งของร่วมกันกับผู้อื่น ซึ่งถึงแม้โรคตาแดงจะไม่ได้เป็นโรคที่มีอันตรายรุนแรง แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็อาจะติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนทำให้ตาพิการ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องอาจอันตรายถึงขั้นตาบอดได้ในที่สุด

          ทั้งนี้สถานการณ์โรคตาแดงในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ 1 ม.ค.-31 ก.ค. 57 พบผู้ป่วยสะสม จำนวน 1,067 ราย คิดเป็นอัตราป่วยสะสมร้อยละ 18.81 ราย ต่อประชากรแสนคน พบผู้ป่วยในช่วงอายุ 0-4 ขวบ มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 83.46 รองลงมาอายุ 5-9 ขวบ ร้อยละ 30.16 และอายุ 10-14 ปี คิดเป็นร้อยละ  23.73 เขตที่มีผู้ป่วยมากที่สุดคือเขตบางแค และภาษีเจริญ และพบว่าในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ปี 57 มียอดผู้ป่วยสูงกว่าปีที่แล้วคิดเป็นร้อยละ 1.05 แต่ยังไม่พบผู้เสียชีวิต โดยพบว่าพื้นที่เสี่ยงมากที่สุดมีอยู่ 4 จุด เนื่องจากเป็นสถานที่ที่ประชาชนอยู่รวมกันมาก ๆ ได้แก่  โรงเรียน เรือนจำ ค่ายทหารและชุมชนแออัด หรือพื้นที่ที่ประชาชนอยู่มาก ซึ่ง กทม.จะเข้าไปให้ความรู้และแนะนำวิธีป้องกัน

          สำหรับป้องกันคือ
1. ไม่คลุกคลีใกล้ชิดหรือใช้ของร่วมกับผู้ป่วย
2. หมั่นล้างมือด้วยน้ำสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอ ไม่ใช้มือขยี้ตา
3. มีฝุ่นละอองหรือผงเข้าตา ควรล้างให้สะอาดด้วยน้ำยาล้างตาหรือน้ำสะอาด ไม่ควรใช้มือขยี้ตา
4. หมั่นทำความสะอาดผ้าเช็ด หน้า ผ้าเช็ดตัวให้สะอาดอยู่เสมอ 
5. ในช่วงที่มีการระบาดควรระมัดระวังในการใช้ของสาธารณะและหากมีอาการควรรีบไป พบแพทย์







          ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
         ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

8.9.57

ของแสลง ยามเป็นไข้







ตอนเป็นเด็ก เวลาไม่สบาย เป็นไข้ ตัวร้อน หลายคนมักจะถูกพ่อแม่ห้ามกินของแสลง เช่น ห้ามกินหน่อไม้ ห้ามกินอาหารทะเล ห้ามกินฝรั่ง ห้ามกินน้ำเย็น ห้ามกินน้ำแข็ง ฯลฯ เพราะมีความเชื่อว่าจะยิ่งไปซ้ำเติมอาการ พอโตขึ้นแต่งงานมีลูกก็เอาข้อห้าม ดังกล่าวมาใช้กับลูกบ้าง ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่รู้ว่าถูกต้องหรือไม่

           เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ. กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบัน เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ให้สัมภาษณ์ว่า ของแสลงที่ไม่ควรกินตอนเป็นไข้ คือ แป้ง ของหวานจัด อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง อาหารที่มีกำมะถันเยอะ ๆ ทุเรียน ขนุน ลำไย ผักที่มีกลิ่นแรง ๆ เช่น ใบกุยช่าย หรือผักที่ห้ามกินตอนตรุษจีน เพราะจะเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ยิ่งทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงมากยิ่งขึ้น

         อาหารที่มีโซเดียม เป็นส่วนประกอบ เช่น อาหารรสเค็มจัด อาหารที่ใส่ผงชูรสมาก ๆ รวมไปถึงเครื่องดื่ม เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาขับปัสสาวะ ยาล้างไต ก็ไม่เหมาะกับคนเป็นไข้ เพราะจะทำให้ปัสสาวะบ่อยทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ

         นอกจากนี้ควรงดออกกำลังกาย เพราะจะยิ่งทำให้เหงื่อออกมาก ร่างกายสูญเสียน้ำ และควรงดสูบบุหรี่ เพราะคนเป็นไข้ต้องการออกซิเจนในปริมาณมาก

           ส่วนของแสลงที่เป็นความเชื่อที่บอกต่อ ๆ กันมาในอดีต อย่าง หน่อไม้ บางคนเชื่อว่าจะยิ่งทำให้ไข้สูง ไข้ไม่ลด ก็ไม่เกี่ยวกัน แต่ที่ไม่ควรกิน คือ หน่อไม้ดอง เพราะอาหารรสเค็มทุกชนิดมีโซเดียมสูง อาหารทะเล จริง ๆ กินได้ ดีด้วยซ้ำ เพราะอาหารทะเลมีไอโอดีนเยอะ จะไปช่วยปรับสมดุลในร่างกาย

         ฝรั่งก็กินได้ เพราะฝรั่งมีวิตามินซีเยอะ จะ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย แต่ที่กลัวกัน คือ ในฝรั่งมีโพแทสเซียม ถ้ามีไข้สูงและเป็นโรคไตด้วย ไม่ควรกิน เพราะอาจทำให้เกิดอาการชักได้ ถ้าไม่เป็นโรคไต ก็สามารถกินฝรั่งได้ตามปกติ แต่ใน 1 วัน ไม่ควรกินฝรั่งเกิน 5 มิลลิอีควิวาเลนท์ คำนวณแล้วก็ประมาณ 2 กิโลกรัมขึ้นไป ในความเป็นจริงเชื่อว่าคงไม่มีใครกินฝรั่งในปริมาณที่มากมายขนาดนั้น ดังนั้นถ้าไม่ได้มีไข้สูง เป็นแค่ไข้ธรรมดา และไม่ได้เป็นโรคไต ก็สามารถกินฝรั่งได้ตามปกติ

         ส่วนผลไม้อื่นที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น กล้วย ส้มโอ สามารถรับประทานได้เช่นกัน เพราะอย่างที่บอกจะต้องรับประทานมากถึง 2 กิโลกรัมขึ้นไป จึงอาจจะทำให้เกิดอันตราย

         น้ำเย็น การดื่มน้ำเย็นไม่ได้เป็นอันตราย แต่จะทำให้ร่างกายดูดซึมได้เร็วกว่า ส่วนการกินน้ำแข็งก็ไม่เป็นอันตรายอะไร ดังนั้นเวลาเป็นไข้ ขอแนะนำว่า ควรดื่มน้ำให้มาก ๆ เข้าไว้

         อาหาร พืช ผัก ผลไม้ รสเย็น เช่น ฟัก แฟง แตงกวา แตงโม สามารถกินได้ เพราะมีน้ำเยอะ อะไรก็ตามที่ไปเพิ่มน้ำให้กับร่างกาย ในภาวะที่ร่างกายเหงื่อออกเยอะ สามารถกินได้ทั้งนั้น ดังนั้นจึงควรกินผัก ผลไม้ที่มีน้ำเยอะ ๆ โดยเฉพาะน้ำผลไม้จะมีน้ำตาลดูดซึมได้ดี ไม่เป็นเชื้อเพลิงให้กับไข้ หลักสำคัญจงจำเอาไว้ว่า อย่ากินอะไรที่ไปจุดไฟในร่างกายให้ร้อนขึ้น แต่ควรกินอาหารรสเย็นเพื่อไปดับไฟในร่างกาย




ขอขอบคุณบทความจาก : เดลินิวส์
ที่มา : เดลินิวส์ : 29/พ.ย./2553






5.9.57

ประโยชน์ของแมงลัก




ต่อจากบทความก่อนหน้านี้ วันนี้เราจะมาดูประโยชน์ของแมงลักกันนะคะ

“แมงลัก” เป็นพืชผักสวนครัว ที่มีลักษณะหน้าตาคล้ายกะเพราและโหราพา เป็นผักที่เราๆ รู้จักกันดี เนื่องจากนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหารได้หลากหลาย อาทิ เช่น เอาใบมาใส่ในแกงเลียง หรือกินสดๆ เป็นเครื่องเคียงขนมจีนน้ำยา เป็นต้น
ประโยชน์ของ ใบแมงลัก คือ ช่วยขับเหงื่อ ขับลมในลำไส้ แก้วิงเวียน แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือหากนำใบแมงลักมาต้มกับน้ำแล้วดื่มเป็นประจำ ก็จะช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับลำไส้หรือโรคทางเดินอาหารได้อีกด้วย และในใบแมงลักยังประกอบไปด้วยเบต้าแคโรทีนและแคลเซียม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
ส่วนเม็ดแมงลักนั้น มีสรรพคุณ คือ มักจะถูกนำไปใช้ทำอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ลดความอ้วน เนื่องจาดเม็ดแมงลักไม่ก่อให้เกิดลังงาน และยังมีสรรพคุณเป็นยาระบาย ช่วยในเรื่องของการขับถ่ายให้ขับถ่ายสะดวก แถมช่วยลดไขมันในเส้นเลือด และยังลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจอีกด้วย

วิธีการรับประทาน
นำเม็ดแมงลัก ประมาณ 2 ช้อนชา ผสมน้ำร้อน 1 แก้ว หรือจะชงกับน้ำผึ้งหรือสมุนไพรต่างๆ ก็ได้

ข้อควรระวัง
จะต้องรอให้เม็ดแมงลักพองตัวเต็มที่เสียก่อน ค่อยรับประทาน มิเช่นนั้น แทนที่เม็ดแมงลักจะช่วยระบาย อาจจะทำให้กลายเป็นท้องผูกก็ได้

                      เมื่อเรารู้ประโยชน์ของแมงลักแล้ว ก็อย่าลืมทันมารับประทานแมงลักเพื่อสุขภาพที่ดีกันนะคะ