5.9.57

ประโยชน์ของแมงลัก




ต่อจากบทความก่อนหน้านี้ วันนี้เราจะมาดูประโยชน์ของแมงลักกันนะคะ

“แมงลัก” เป็นพืชผักสวนครัว ที่มีลักษณะหน้าตาคล้ายกะเพราและโหราพา เป็นผักที่เราๆ รู้จักกันดี เนื่องจากนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหารได้หลากหลาย อาทิ เช่น เอาใบมาใส่ในแกงเลียง หรือกินสดๆ เป็นเครื่องเคียงขนมจีนน้ำยา เป็นต้น
ประโยชน์ของ ใบแมงลัก คือ ช่วยขับเหงื่อ ขับลมในลำไส้ แก้วิงเวียน แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือหากนำใบแมงลักมาต้มกับน้ำแล้วดื่มเป็นประจำ ก็จะช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับลำไส้หรือโรคทางเดินอาหารได้อีกด้วย และในใบแมงลักยังประกอบไปด้วยเบต้าแคโรทีนและแคลเซียม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
ส่วนเม็ดแมงลักนั้น มีสรรพคุณ คือ มักจะถูกนำไปใช้ทำอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ลดความอ้วน เนื่องจาดเม็ดแมงลักไม่ก่อให้เกิดลังงาน และยังมีสรรพคุณเป็นยาระบาย ช่วยในเรื่องของการขับถ่ายให้ขับถ่ายสะดวก แถมช่วยลดไขมันในเส้นเลือด และยังลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจอีกด้วย

วิธีการรับประทาน
นำเม็ดแมงลัก ประมาณ 2 ช้อนชา ผสมน้ำร้อน 1 แก้ว หรือจะชงกับน้ำผึ้งหรือสมุนไพรต่างๆ ก็ได้

ข้อควรระวัง
จะต้องรอให้เม็ดแมงลักพองตัวเต็มที่เสียก่อน ค่อยรับประทาน มิเช่นนั้น แทนที่เม็ดแมงลักจะช่วยระบาย อาจจะทำให้กลายเป็นท้องผูกก็ได้

                      เมื่อเรารู้ประโยชน์ของแมงลักแล้ว ก็อย่าลืมทันมารับประทานแมงลักเพื่อสุขภาพที่ดีกันนะคะ

4.9.57

สูตรดีท๊อกซ์ ล้างอุจจาระตกค้างในลำไส้



สูตรดีท๊อกซ์ ล้างอุจจาระตกค้างในลำไส้

อุจจาระตกค้างในลำไส้!! ใครจะรู้ว่าแมงลักช่วยได้
มีบางกระแสอ้างว่า คุณหมอพรทิพย์ เคยผ่าศพ พบว่า มีอุจจาระตกค้างอยู่ในลำไส้มากจนน่าตกใจ บางศพอุจจาระมีน้ำหนักมากถึง 10 กิโลกรัม
“อุจจาระตกค้าง” เกิดจากสาเหตุ ดังนี้
o   การเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด
o   การรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย
o   มีพยาธิหรือเชื้อรา ทำให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติ
o   ระบบดูดซึมเสีย เพราะมีน้ำมันพืชเคลือบ ทำให้น้ำที่ดื่มเข้าไป ไม่หมุนเวียน
o   ไม่ถ่ายอุจจาระในช่วงเช้า (เวลา 05.00-07.00 น.)
หากถ่ายอุจจาระหลังเวลา 07.00 น. ลำไส้จะบีบอุจจาระให้ขึ้นไปข้างบน เวลาถ่าย จะถ่ายไม่หมด โดยที่ปลายลำไส้จะมีประสาทปลายทวาร เมื่อมีอุจจาระที่เหลวพอมาจ่อปลายทวาร ประสาทจะส่งสัญญาณบอกสมองให้ปวดอึหรืออุจจาระหลังเวลา 07.00 น. ลำไส้จะทำงานไม่เป็นปกติ บีบอุจจาระให้ขาดช่วง เวลาถ่ายจะรู้สึกว่าหมดแล้ว เราก็หยุด แต่ความจริงอุจจาระท้ายขบวนยังไม่ออก แต่มันถูกดันกลับขึ้นไป ไม่มาจ่อปลายทวาร ทำให้เราไม่ปวดอึ เราก็นึกว่าหมดแล้ว อุจจาระต่างๆ ที่ค้างไว้นี้ก็จะเกาะผนังลำไส้ พอมีอุจจาระใหม่ที่เหลวกว่า มันก็แซงหน้าไปก่อน แต่มันไม่สามารถดันพวกที่ค้างแข็งให้ออกไปได้ พวกที่ค้างแข็งไว้ก็เกาะติดแน่น
ฉะนั้นทุกวันที่ถ่ายก็จะถ่ายเฉพาะอึที่เหลวพอ ส่วนที่เหลือก็เกาะไปเรื่อยๆ อุจจาระที่ตกค้างก็จะไปทับเส้นเลือดต่างๆ ในกระเพาะและกดทับกระดูสันหลัง ทำให้เกิดอาการมากมาย เช่น ท้องอืด ปวดหลัง ปวดขา ปวดกล้ามเนื้อที่ไหล่และสะบัก เวียนหัว อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เป็นฝ้า ไมเกรนและอื่นๆ
“นี่แหละเป็นที่มา ที่อ้างว่าคุณหมอพรทิพย์เขียนไว้ว่าเวลาผ่าศพ จะพบอุจจาระตกค้างอยู่ในลำไส้อย่างน่าตกใจ เพราะบางศพมีน้ำหนักมากถึง 10 กิโลกรัมเลยทีเดียว”

การนำอุจจาระออกจึงจำเป็นต้องดูก่อนว่ามาจากสาเหตุใดใน 5 สาเหตุด้านบน และจะแนะนำให้ทำตามสูตรดังต่อไปนี้

Ø  สูตร 1
เม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา ผสมน้ำ 1 แก้ว ทิ้งไว้ 30 นาที แล้วดื่มก่อนนอน
เม็ดแมงลักจะช่วยลากอุจจาระตกค้างออกมา สามารถทานเป็นปกติได้ทุกวัน หรือ 3-4 วันต่อสัปดาห์ (แล้วแต่ความชอบ)
Ø  สูตร 2
นมสด 2 กล่อง (ประมาณ 500 มิลลิลิตร) และ กล้วยน้ำว้า 2 ลูก ทานก่อน 6 โมงเช้า โดยในช่วงแรกควรทานติดต่อกัน 3 วัน หากถ่ายก่อน 7 โมงเช้าเป็นปกติได้แล้ว ก็ลดมาเป็นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือตามความเหมาะสม
Ø  สูตร 3
ทานผักบุ้ง 2 กำมือ ผัด หรือ ต้ม ทำอาหารตามใจชอบ ผักบุ้งจะช่วยลากอุจจาระที่ตกค้างออกมา





                                             บทความต่อไป จะเป็นเรื่องของ ประโยชน์ของเม็ดแมงลักนะคะ